ไพรเวทอิควิตี้แห่ลงทุนเหมืองแร่ มูลค่าดีลพุ่ง 9.09 พันล้านดอลลาร์

05 พฤษภาคม 2569
ไพรเวทอิควิตี้แห่ลงทุนเหมืองแร่ มูลค่าดีลพุ่ง 9.09 พันล้านดอลลาร์
  • กองทุนไพรเวทอิควิตี้และเวนเจอร์แคปิตอลกลับมาลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และโลหะอย่างคึกคัก โดยมูลค่าดีลในไตรมาสแรกของปี 2026 พุ่งสูงถึง 9.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • มูลค่าการลงทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดมีปัจจัยหลักมาจากดีลใหญ่เพียงรายการเดียว คือการเข้าซื้อสินทรัพย์ทองแดงและโคบอลต์ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกมูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์
  • การลงทุนสะท้อนแนวโน้มใหม่ที่ภาครัฐร่วมมือกับกองทุนเอกชนเพื่อเข้าครอบครองแหล่งแร่เชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับแบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

เม็ดเงินลงทุนจากกองทุนไพรเวทอิควิตี้ (Private Equity) และเวนเจอร์แคปิตอล (Venture Capital) กำลังไหลกลับสู่อุตสาหกรรมโลหะและเหมืองแร่ทั่วโลกอย่างคึกคัก

หลังข้อมูลจาก S&P Global Market Intelligence ระบุว่า มูลค่าดีลลงทุนในภาคส่วนดังกล่าวช่วงไตรมาสแรกปี 2026 พุ่งขึ้นสู่ระดับ 9.09 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.95 แสนล้านบาท) สูงกว่ายอดรวมทั้งปีในช่วง 5 ปีก่อนหน้าเกือบทุกปี ยกเว้นปี 2023

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ปี 2026 มีแนวโน้มเป็นปีที่การเข้าซื้อกิจการในธุรกิจเหมืองแร่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง หลังมูลค่าธุรกรรมซบเซาต่อเนื่องมาหลายปี

ดีลทองแดง-โคบอลต์ 9 พันล้านดอลล์ จุดชนวนตลาด

ปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าดีลพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด มาจากธุรกรรมขนาดใหญ่เพียงรายการเดียว คือ แผนการเข้าซื้อหุ้น 40% มูลค่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (2.92 แสนล้านบาท) ในสินทรัพย์ทองแดง-โคบอลต์ของ Mutanda Group และ Kamoto Copper Co. SARL ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

กลุ่มผู้ลงทุนประกอบด้วย Orion Resource Partners (USA) LP และ US International Development Finance Corp. ที่ร่วมกันเข้าซื้อสินทรัพย์ดังกล่าวจาก Glencore PLC

ดีลนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญของการเปลี่ยนผ่านในอุตสาหกรรมเหมืองแร่โลก เมื่อภาครัฐเริ่มเข้ามาร่วมทุนกับกองทุนเอกชนเพื่อครอบครองแหล่งแร่ยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะทองแดงและโคบอลต์ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของแบตเตอรี่และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

ผลจากดีลนี้ทำให้สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนของไพรเวทอิควิตี้ในภาคโลหะและเหมืองแร่ช่วงไตรมาสแรกพุ่งขึ้นเป็น 22.5% ของมูลค่าธุรกรรมทั้งหมด สูงกว่าสถิติเดิมในปี 2023 มากกว่าเท่าตัว และเพิ่มขึ้นอย่างมากจากระดับเพียง 1.7% ในปี 2025

ขณะที่มูลค่าดีลรวมทั้งภาครัฐและเอกชนในภาคโลหะและเหมืองแร่ทั่วโลกตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอยู่ที่ 40.32 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.31 ล้านล้านบาท)

ศึกชิงแร่ยุทธศาสตร์ ดันรัฐจับมือทุนเอกชน

Antti Grönlund กรรมการผู้จัดการฝ่ายไพรเวทอิควิตี้ของ Appian Capital Advisory ระบุว่า การลงทุนในกลุ่มแร่ธาตุสำคัญหรือ Critical Minerals จากนี้จะมีบทบาทของภาครัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะแร่เหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเพียงด้านอุตสาหกรรม แต่เชื่อมโยงกับอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางทหาร

ความต้องการทองแดง โคบอลต์ ลิเทียม และแร่สำคัญอื่นๆ เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการขยายตัวของยานยนต์ไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ และโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วโลก

ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจยิ่งทำให้การแข่งขันแย่งชิงแหล่งแร่รุนแรงขึ้น หลังจีนเพิ่มมาตรการควบคุมการส่งออกวัสดุที่ใช้ได้ทั้งในภาคพลเรือนและการทหาร เพื่อตอบโต้แรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐ

เหล็ก-ทองคำ สินทรัพย์ยอดนิยมของกองทุน

เมื่อพิจารณาดีลไพรเวทอิควิตี้ขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับของปี 2025 พบว่า 4 ดีลมุ่งลงทุนในอุตสาหกรรมเหล็ก และครอง 3 อันดับแรกของตาราง โดยกระจายตัวในสหรัฐ จีน และตะวันออกกลาง

แรงจูงใจสำคัญมาจากการที่สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ซึ่งเป็นกลไกภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า ทำให้ผู้ผลิตเหล็กทั่วโลกต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตและลงทุนในเทคโนโลยีลดคาร์บอน

ส่วนทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์เนื้อหอมอันดับต้นๆ จากราคาที่อยู่ในระดับสูงและบทบาทการเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน

กองทุนเร่งปั้นมูลค่า ก่อนขายทำกำไร

Grönlund อธิบายว่า กองทุนไพรเวทอิควิตี้มีรูปแบบการลงทุนต่างจากบริษัทมหาชน เนื่องจากกองทุนส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยราว 10 ปี จึงต้องเร่งเข้าไปปรับโครงสร้าง พัฒนาสินทรัพย์ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างมูลค่าให้ทันรอบการลงทุน ก่อนหาจังหวะขายออกเพื่อรับผลตอบแทน ต่างจากบริษัทจดทะเบียนที่มักเข้าซื้อสินทรัพย์เพื่อรักษาระดับกำลังการผลิตระยะยาวมากกว่า

ด้าน Emma Le Ster รองประธานฝ่ายการเงินและการลงทุนของ La Mancha Resource Capital LLP ระบุว่า กลยุทธ์ของกองทุนเหมืองแร่ยุคใหม่ไม่ใช่เพียงการไล่ตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แต่คือการมองหาสินทรัพย์ที่ถูกทิ้งร้างหรือดำเนินงานต่ำกว่าศักยภาพ แล้วพลิกฟื้นให้กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ระดับภูมิภาคผ่านการควบรวมกับโครงการใกล้เคียงนั่นทำให้ผลตอบแทนของกองทุนเกิดจากการเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้นตามวัฏจักรราคา

ปี 2026 จับตาแร่สำคัญ-ทองคำยังร้อนแรง

นักวิเคราะห์มองว่า ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกที่ยังยืดเยื้อ แร่ธาตุสำคัญและทองคำจะยังเป็นเป้าหมายหลักของทั้งบริษัทเหมืองรายใหญ่ บริษัทมหาชน และกองทุนไพรเวทอิควิตี้ตลอดปี 2026  เพราะทรัพยากรใต้ดินในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์เพื่ออุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงทั้งพลังงาน เทคโนโลยี และความมั่นคงของประเทศทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา  S&P Global


แหล่งที่มา : ฐานเศรษฐกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.